2008/Feb/25

มาถึงก็ต้องแก้ตัวกันซักหน่อยที่หายหน้าไปนา ... น จนอาจจะถูกลืมไปซะแล้ว โธ่ ผมไม่ได้เอาแต่นอนผึ่งพุงหรอกนะคับ ก็ยังตามคนที่คุณก็รู้ว่าใครตะลอนไปโน่นไปนี่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าพอกลับมาบ้านทีไร พี่แกก็มีเรื่องหงุดหงิดใจให้โรคเอ็นข้อมืออักเสบกำเริบทุกที น้องชายที่ดีอย่างผมก็ต้องปรนนิบัติสิคับ(เดี๋ยวแกไม่ให้อยู่ด้วย) ต้องลุกขึ้นต้มน้ำร้อน ผสมให้เป็นน้ำอุ่น คอยเติมน้ำลงในแจกันใบเบ้อเริ่มที่แกใช้แช่ข้อมือตั้งทีละยี่สิบนาที (เห็นหมอบอกว่าทำอย่างนี้จะหายเร็ว ... แต่ก็ไม่เห็นจะหายซักที เฮ้อ!) วันละสองสามหน เวลาอารมณ์ดีพี่แกก็รักตัวกลัวเอ็นเปื่อย ยอมมารักษากับผม แต่บางทีแกก็ทำเฉย ไม่พูดไม่จา ทำหน้าบึ้งตึง (กรุณาร้องเพลงของอัสนี-วสันต์ประกอบ) เจอลมพายุหมุนแบบนี้ผมชักไม่ค่อยแน่ใจล่ะสิ ว่าจะอยู่เมืองไทยต่อไปหรือจะติดกระเป๋าใครกลับบ้านอุมะจิดี นับว่าผมยังมีบุญ(หรือมีกรรมหว่า?) เมื่อสองสามวันก่อน พี่แกลุกขึ้นเปิดหนังเรื่องนึงดู (Always : Sunset on Third Street ย่ะ) ผมแอบเห็นตอนแกดูรอบแรกเมื่อหลายเดือนก่อน โห! ใครจะเชื่อว่าหญิงใจเหล็กอย่างแกจะน้ำตาไหลพราก สูดน้ำมูกพรืดๆได้ถึงปานนั้น ขนาดรอบสองคราวนี้แกยังน้ำตาคลอ พอหนังจบก็ลุกขึ้นมาขยี้หัวตัวเองอยู่หลายนาที แล้วก็กลับมาคุยดีกะผมเหมือนเดิม เอากะแกสิ (พลั่ก!) โอ๊ย!!   

อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ควรไปทำอย่างอื่นเสียดีกว่า  ผมเพิ่งเรียนสุภาษิตนี้มาหยกๆคับ อ้อ รูปพี่ๆคนไทยที่บ้านอุมะจิน่ะเหรอคับ พี่ๆเขาเป็นผู้นำกลุ่มอาชีพ เจ้าหน้าที่สหกรณ์แล้วก็เจ้าหน้าที่ส่งเสริม ที่ได้รับคัดเลือกไปดูงานที่ญี่ปุ่นตั้งเดือนนึง เป็นโครงการขององค์กรชื่ออะไรก้าก้าน่ะคับ น่าสงสารเหลือเกินที่ดันไปกันตอนหนาวสุดๆ แถมหนาวนี้น่ะสุดยอดกว่าทุกปีเลยนะคับ แต่รับรองได้ว่าบ้านอุมะจิของผมน่ะ ต้อนรับแขกอย่างอบอุ่นแน่ๆ แค่รอยยิ้มของลุงโตทานิก็เหลือเฟือแล้วล่ะคับ : )

edit @ 25 Feb 2008 16:00:48 by เจ้าเอื๊อก

Comment

Comment:

Tweet