2007/May/09

ฉบับนี้เห็นช้าไปนิด เลยยังไม่มีตัวจริง เห็นแต่ในเน็ตฮับ

ชายหนุ่มผู้แต่งงานกับหมู่บ้าน

เรื่อง : วิรตี ศรีอ่อน media4joy@hotmail.com กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ www.happymedia.blogspot.com สนับสนุนโดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

หมู่บ้านอุมะจิเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หลังเขาในประเทศญี่ปุ่น ด้วยระยะทางอันไกลโพ้น แม้แต่กรมทางหลวงก็ยังเห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะทำถนนตัดผ่าน เมื่อเกิดปัญหาส้มยูสุล้นตลาด หมู่บ้านแห่งนี้จึงถูกทิ้งไว้เบื้องหลังให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง

ตัวเลขการย้ายออกของคนในหมู่บ้านเริ่มสูงขึ้นทุกที หากเป็นอย่างนี้ หมู่บ้านต้องกลายเป็นหมู่บ้านร้างที่มีแต่เด็กและคนแก่แน่ๆ ทำยังไงนะ เราถึงจะยืนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องตามเมืองใหญ่

ชายหนุ่มคนหนึ่งเริ่มเสาะหาหนทางที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อฟื้นความมีชีวิตชีวาของหมู่บ้านกลับคืนมาให้ได้เมื่อลองกลับมาทบทวนและใคร่ครวญอย่างช้าๆ เขาพบว่าในชุมชนมีของดีอยู่มากมาย เพียงแต่ยังไม่ได้บอกกล่าวให้คนนอกหมู่บ้านได้รับรู้เท่านั้นเอง

ที่นี่ปลูกส้มยูสุเป็นจำนวนมาก และด้วยความที่ภูมิประเทศเต็มไปด้วยพื้นที่สูงชัน การปลูกส้มจึงไม่ได้อยู่บนพื้นราบเท่านั้น และส้มยูสุเป็นผลไม้ที่มีหนามแหลม บางต้น หนามอาจยาวถึง 4 เซนติเมตรทีเดียว ที่สำคัญ ในหมู่บ้านมีแต่คนแก่และเด็ก จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปดูแลต้นส้มได้ทุกวี่วัน 

เพราะเหตุผลอย่างนี้แหละที่ทำให้ส้มยูสุของหมู่บ้านอุมะจิหน้าตาไม่สวย กระดำกระด่าง จะเก็บผลไปขายสดๆ ก็คงไม่มีใครอยากซื้อ

แต่ก็เพราะการไม่ได้ดูแลใส่ปุ๋ยอย่างนี้หรอกไม่ใช่หรือ ที่ทำให้ส้มของหมู่บ้านเรามีจุดเด่น ชายหนุ่มคนเดิมนึก ส้มยูสุของเราโตมาท่ามกลางอากาศเชิงเขาที่ดี ใกล้แหล่งต้นน้ำ แถมยังไม่มีสารเคมีอีกต่างหาก นี่เป็นความอร่อยที่คนในเมืองคงไม่ได้สัมผัสมานานแล้วแน่ๆ

คิดได้ดังนั้น เขาก็เริ่มชักชวนเพื่อนบ้านบางคนลงมือทดลองแปรรูปผลิตภัณฑ์ คิดค้น ลองผิดลองถูกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน

เริ่มจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ ชาวบ้านอุมะจิสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้หลายสิบรายการ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ชนิดที่ติดอันดับ 10 ผลิตภัณฑ์ดีเด่นของจังหวัดถึง 6 รายการ มียอดสั่งซื้อสินค้าเข้ามาไม่ได้ขาด ซึ่งเพิ่มมากกว่าวันเริ่มต้นถึง 10 เท่า แถมยังเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวให้ทั้งคนญี่ปุ่น และชาวต่างประเทศที่คิดจะสร้างสรรค์ชุมชนยั่งยืนมาพูดคุยเรียนรู้กันด้วย

ชายหนุ่มลองย้อนนึกถึงวันที่ต้องขับรถออกจากหมู่บ้านไปกลางดึกเพื่อจะไปถึงในเมืองตอนรุ่งเช้า ด้วยเหตุผลว่าจะได้ประหยัดค่าโรงแรม แถมยังต้องตะโกนขายของแทบทั้งวัน แต่ก็ไม่มีใครสนใจแล้ว เขาก็อดยิ้มภูมิใจกับวันดีๆ อย่างนี้ไม่ได้

ยิ่งวันที่หมู่บ้านได้รับรางวัลอาซาฮี ซึ่งเป็นเหมือนโนเบลสำหรับเกษตรกรแล้ว ความตื้นตันยิ่งทบทวีมากขึ้นไปใหญ่ หลายคนถึงกับร้องออกมาว่า ฉันดีใจที่ได้เกิดมาในหมู่บ้านนี้ เล่นเอาคนที่ได้ยินน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งไปตามๆ กัน

คุณลุงโมจิฟูมิ โตทานิ คือชายหนุ่มผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนที่ว่า เขาไม่ได้มีตำแหน่งแห่งหนใหญ่โตอะไรเลย อาศัยแค่เพียง หัวใจที่รักบ้านเกิด ทุ่มเททำทุกอย่างแบบไม่คิดชีวิตเท่านั้นเอง

จนผู้คนแอบเรียกขานเขาว่า ชายผู้แต่งงานกับหมู่บ้าน

เมื่อหมู่บ้านอุมะจิกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จ ผู้คนต่างหลั่งไหลไปเรียนรู้ จากชาวบ้านธรรมดาผู้ลองผิดลองถูกมาด้วยตัวเอง ก็กลายเป็นวิทยากรผู้คล่องแคล่ว

ทุกครั้งที่คุณลุงโตทานิบอกกล่าวเรื่องราวของหมู่บ้าน แววตาของเขาจะเปล่งประกายเปี่ยมสุขอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้ถูกเล่าซ้ำๆ เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วไม่รู้ แต่เขาก็ไม่เคยเบื่อ

แวบหนึ่งของความรู้สึก ฉันถามตัวเองว่า เราได้ทำสิ่งดีงามให้ชุมชนบ้านเกิดของเราอย่างนี้บ้างหรือเปล่า

บ้านนอกเรามีบางสิ่งบางอย่างที่เมืองใหญ่ทำหายไป เราต้องสร้างบ้านนอกขึ้นด้วยการสนับสนุนข้อดีของเราเอง ความเป็นบ้านนอกก็เป็นจุดขายได้เหมือนกัน นั่นเป็นหัวใจสำคัญที่คุณลุงผู้ซึ่งแต่งงานกับหมู่บ้านพยายามบอกกับเราทุกคน

ประสบการณ์การต่อสู้ และทำทุกอย่างด้วยพลังของชาวบ้านอุมะจิ ทำให้แรงไฟในใจขนาดเท่าปลายไม้ขีดของฉันพลันสว่างไสวและลุกโชนขึ้น

เมืองจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็ว ถ้าประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง คำพูดของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก้องในความคำนึง

ท่านย้ำเสมอว่า ประชาชนทุกคนมีพลังในตัวของตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะนักวิชาการหรือตัวแทนกลุ่มผู้นำความเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ประเด็นก็คือ จะทำอย่างไรให้ทุกคนได้แสดงพลังผ่าน อะไรบางอย่าง ร่วมกันได้

การมีส่วนร่วมไม่ใช่การรักษาสิ่งที่ตนชอบเอาไว้ แต่เป็นการทำให้คนท้องถิ่นมีอำนาจ (Empower) ขึ้นมาให้ได้ อาจารย์นิธิย้ำ

ปัญหาสำคัญของเมืองอยู่ตรงที่ การมี วัฒนธรรมต่างคนต่างอยู่ ทำให้เกิด ธุระเธอ-ไม่ใช่ธุระฉัน หรือที่เคยมีการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า NIMBY (Not In My Backyard) คือจะเกิดอะไรกับคนอื่นก็ช่าง ขอให้ฉันไม่เป็นไรก็พอ ขยะจะอยู่หน้าบ้านคุณก็ไม่เป็นไร ขอแค่อย่าอยู่ในสนามบ้านฉันก็พอ

การเปลี่ยนแปลงหรือความรู้สึกมีส่วนร่วมคงเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีกระบวนการทำให้เกิด ธุระเรา ขึ้นมาเสียก่อน

แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่การเริ่มต้นนั้นจำเป็นเสมอ ดังเช่น เภสัชกรหญิงสุภาภรณ์ ปิติพร แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศวร์ ผู้นำการพัฒนาชุมชนสมุนไพร หมู่บ้านดงบัง ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ กล่าวว่า การเริ่มต้นคือการกลับไปค้นหารากเหง้าที่แท้จริง เมื่อทุกคนต่างเห็นข้อดีร่วมกัน พลังของการร่วมกัน จะเกิดขึ้นมาเอง

ก่อนทิ้งท้ายว่า การที่ชุมชนได้รวมตัวกันเพื่อเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ไม่ว่างานจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

เช่นเดียวกับที่ สุรจิต ชิรเวทย์ แกนประชาคมคนรักแม่กลองและอดีตประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งจิตใจอันมุ่งมั่นโดยระบุไว้ในหนังสือ คนแม่กลอง ว่า

การที่พวกเราชาวแม่กลองได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อดูแลท้องถิ่นบ้านเมืองของเรา สร้างความตระหนักรู้ และร่วมแก้ไขโชคชะตาของเรา แม้เราจะตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของกระแสการพัฒนาแบบตะวันตก แต่เราชาวแม่กลองก็อาจสร้างความหวัง และลงมือแก้ไขปัญหาในส่วนของเรา พร้อมกับสื่อสารให้คนภายนอกได้ทราบว่า คนแม่กลองพึงพอใจที่จะให้บ้านเมืองของตนเต็มไปด้วยต้นไม้ สายน้ำ อากาศบริสุทธิ์ และดำรงรักษาเอกลักษณ์ไว้ให้เป็นเมืองสงบ น่าอยู่ มีแก่นสารของตนเอง ให้ดำรงความเป็น เวนิสตะวันออกแห่งสุดท้ายของประเทศนี้ เอาไว้ให้ได้ ด้วยการทวนกระแสโลก ตามกระแสธรรม

ขอเพียงเราต่างกลับไป ทำความรู้จักบ้านของตัวเอง ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เราอาจได้พบ วิธีเริ่มต้น ในแบบของตนเอง

จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม และคงมีวันที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขอเพียงบอกตัวเองว่าอย่าเหนื่อยล้าไปเสียก่อน

ฉันกำลังจะแต่งงานแล้วนะ แล้วคุณละ พร้อมแล้วหรือยัง 

หมายเหตุ : อ่านเรื่องราวของหมู่บ้านอุมะจิเพิ่มเติมได้ในหนังสือ ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ โดย สนพ.สวนเงินมีมา

Comment

Comment:

Tweet