กลายเป็นแข่งแชมเปี้ยนไปซะแล้ว ข้อมูลก็คลาดเคลื่อนไปหลายที่เลยคับ

(จากเว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ)
Life - LifeStyle
ภูมิปัญญาแชมเปี้ยน ดงบัง VS อุมะจิ
กลายเป็นคู่ดูโอไปแล้วสำหรับคำว่า 'ภูมิปัญญา' กับ 'เศรษฐกิจพอเพียง' เพราะต่างก็เป็นคัมภีร์สำคัญที่ต้องเปิดคู่กันสำหรับใครก็ตามที่อยากเดินตามทางสายนี้...สายแห่งการพึ่งตัวเอง
เขียนโดย บุษกร ภู่แส
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในโลกใบกลมๆ ที่ทุนนิยมกำลังเสื่อมศรัทธาลงเรื่อยๆ แนวคิดในการพึ่งตนเองก็เบ่งบานขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรไทยที่หันมาใช้วิธีนี้ในการพัฒนา แก้ปัญหา และสร้างภูมิคุ้มกันให้วิถีชีวิตและการทำมาหากิน จนกลายเป็น 'ฮาวทูท้องถิ่น' ติดตัวไปแล้ว และด้วยวิถีทางเดียวกันนี้เองก็ได้ผลิต 'กูรู' ทางนี้ขึ้นมาหลายต่อหลายคน
ขณะเดียวกัน เมื่อข้ามฟากไปยังแดนปลาดิบ ดินแดนที่มี 'แบรนด์' เป็นเทคโนโลยีไฮเทค แต่ขณะเดียวกัน ความเป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมก็เข้มแข็งไม่แพ้ประเทศไหน ในแง่การนำศาสตร์เก่าและใหม่มาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างผสมผสาน จนติดอันดับสถานที่ดูงานด้านเพาะปลูกสำหรับเกษตรกรมือใหม่ โดยเฉพาะในแง่การจัดการ
โปรไฟล์พอฟัดพอเหวี่ยงกันขนาดนี้ ถ้ามีเวทีให้ต่างฝ่ายได้ลองภูมิ (ปัญญา) กันสักครั้ง ก็คงสนุกสูสี และยกนี้จะขอประเดิมโดย บ้านดงบัง (ไทย) vs อุมะจิ (ญี่ปุ่น)
สมัย คูณสุข ประธานที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้งกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง
- จุดเริ่มต้นของบ้านดงบัง
เดิมทีชาวบ้านดงบัง ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปลูกไม้ดอกไม้ประดับส่งขายทั่วประเทศเป็นรายได้หลัก แต่ผมมองว่าชาวบ้านน่าจะมีรายได้เสริม จากการปลูกพืชสมุนไพรเพิ่ม
จึงเข้าไปคุยกับหมอต้อม (ภ.ญ.ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร) หนึ่งในผู้บริหารโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้รับซื้อวัตถุดิบจากดงบัง แต่เราต้องปรับวิธีการปลูก ที่มีข้อบังคับว่าต้องปลอดสารเคมีด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ โดยมีการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิตตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การดูแลหลังการเก็บเกี่ยว
- มีเหตุการณ์หรือสาเหตุอะไรที่ต้องหันมาทำตรงนี้คะ
เพราะระบบทุนนิยมที่เข้ามา ทำให้ชาวบ้านชอบแก้ไขปัญหาการเพาะปลูกด้วยสารเคมี
แทนที่จะใช้วิธีการธรรมชาติเหมือนสมัยก่อน ทำให้พวกชาวบ้านเริ่มเสียนิสัย ชอบแก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ
เดี๋ยวนี้นะ เวลาตักข้าวใส่ปากคำหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นของฝรั่งไปไม่รู้กี่เม็ด ปุ๋ยก็ฝรั่ง ยาฆ่าหญ้าก็ฝรั่ง ยาเร่งฮอร์โมนก็ฝรั่ง น้ำมันก็ของฝรั่ง เราแทบไม่มีอะไรเป็นของตนเองเลย มีแต่ที่นานี่แหละเป็นของเรา แต่ก็ไม่แน่ ตอนนี้อาจเป็นของฝรั่งแล้วเราเข้าไปเช่าทำ สรุปแล้วไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย แม้กระทั่งข้าวที่เคี้ยวอยู่ในปาก
- แล้วมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรคะ
เริ่มแรกทางกลุ่มได้รับฝึกอบรมที่ศูนย์สมุนไพรและการแพทย์พื้นบ้าน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง จากนั้นก็กลับมาก่อตั้งกลุ่มเพื่อผลิตวัตถุดิบสมุนไพรป้อนให้รพ. ในนามของกลุ่มดงบัง โดยมีวิทยากรจาก ธ.ก.ส.มาช่วยสอนวิธีการบริหารจัดการ
เราเริ่มทำปี 2540 มีสมาชิกครั้งแรกราวๆ 30-40 คน แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 12 คน เพราะสมาชิกส่วนหนึ่งติดกับวิถีทุนนิยม ไม่กล้าหันหลังให้สารเคมี เพราะกลัวว่าถ้าปลูกโดยไม่ใส่ปุ๋ยเคมี แล้วพืชจะไม่โต ขายไม่ได้ โดยที่เขาไม่รู้ว่า พืชชนิดเดียวกันถ้าขายในราคาเท่ากัน เราได้เปรียบกว่าในแง่สุขภาพ เพราะไม่มีสารเคมีปนเปื้อนเลย ขั้นตอนการปลูก ชาวบ้านต่างคนต่างปลูกในพื้นที่ของตัวเอง จนกระทั่งถึงเวลาเก็บเกี่ยว ถึงจะมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการล้าง หั่น ตาก อบสมุนไพร โดยจะแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับค่าบริหารกลุ่มจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากสมาชิกร้อยละ 10
กว่า 9 ปีที่ผ่านมา เรากัดฟันสู้มาตลอด เริ่มจากรายได้เดือนละ 400 ถึง 1,000 บาท ต่อคนมาจนตอนนี้ บางเดือนได้ถึง 40,000 บาท แต่มันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าใครมีพื้นที่มากน้อยแค่ไหน แต่ปัจจุบันรายได้ขั้นต่ำต่อคนต่อเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท ถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับเกษตรกร
- ความเปลี่ยนแปลงและความสำเร็จที่เกิดขึ้น คิดว่าน่าจะมาจากอะไรคะ
จากการจัดการที่เป็นระบบ มีสัญญาการสั่งซื้อที่แน่นอนระหว่างชุมชนกับโรงพยาบาลในการผลิตวัตถุดิบ ยกตัวอย่างปีนี้ ผมบอกได้เลยว่า จะมีเม็ดเงินเข้ามากว่า 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นหลักประกันที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับชาวบ้านได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างจากสมัยที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับขาย ที่ไม่รู้ว่าจะมีลูกค้ามาซื้อเมื่อไร เพราะไม่มีการวางแผน ไม่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จนตอนนี้ การปลูกสมุนไพรกลายมาเป็นรายได้หลักของชาวบ้านดงบังไปแล้ว
- วางอนาคตของบ้างดงบัง ไว้อย่างไร
ต่อไป บ้านดงบังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เกษตรอินทรีย์ เรามีวิถีชีวิตเป็นธรรมชาติ จะทำเป็นโฮมสเตย์ ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักกับชาวบ้านในป่าชุมชน เมื่อถึงตอนนั้นเราคงต้องทำการตลาดมากขึ้น ในการนำเสนอการบริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม นำเสนอวิถีชีวิตแบบไทยๆ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ อภัยภูเบศร
ทุกวันนี้ คนดงบังไม่ย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่ไหนแล้ว มีแต่คนต่างถิ่นย้ายเข้าอยู่ มาหากินที่ดงบัง เพราะตอนนี้บ้านดงบัง ใช้ระบบเศรษฐกิจพอเพียงชาวบ้านอยู่กันอย่างสุขสบาย เราเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างเข้มแข็ง ไม่ได้เติบโตจากเงินงบประมาณที่เหมือนกับโตจากปลายมาหาราก ผิดกับเราที่โตจากรากขึ้นมา ฐานจึงมั่นคง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์และจุดยืนของดงบังตลอดมา
โมจิฟูมิ โตทานิ หัวหน้าสหกรณ์หมู่บ้านอุมะจิ
- จุดเริ่มต้นบ้านอุมะจิ
เกิดขึ้นในหมู่บ้านอุมะจิ จังหวัดโคจิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านทำอาชีพตัดไม้ แต่ 30 ปีหลังมานี้ เริ่มมีการนำเข้าวัสดุทดแทน จนกระทั่งสุดท้ายอุตสาหกรรมการทำป่าไม้ ซึ่งเป็นรายได้หลักของคนในหมู่บ้านก็ล่มสลายลงเพราะไม้หมดป่า
หลังจากนั้นชาวบ้านก็หันมาปลูกต้นยูสุ เป็นพืชตระกลูส้ม มีรสคล้ายมะนาว แต่เนื่องจากคนที่เหลือในหมู่บ้านส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นผู้สูงอายุ จึงไม่สามารถดูแลยูสุได้ดีเท่าที่ควร และที่สำคัญไม่ได้ใช้สารเคมี จึงทำให้รูปร่างหน้าตาของผลยูสุ ไม่สวย ไม่ได้ขนาด ผมในฐานะเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรของหมู่บ้าน จึงเริ่มโครงการแปรรูปยูสุออกมาวางขาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มยูสุที่ใช้ทำอาหาร น้ำยูสุพร้อมดื่ม ที่เรียกว่า 'เจ้าเอื้อก' แต่จะไม่ขายน้ำยูสุให้บริษัทใหญ่ๆ เพราะถ้าอย่างอย่างนั้น เราต้องกดราคาให้ถูกตามกลไกตลาด ปัญหาที่ตามมาคือ ปริมาณยูสุล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ
- แล้วใช้วิธีขายแบบไหน
แต่เรื่องค้าขายในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากคู่แข่งในตลาดมีจำนวนมาก การหาตัวแทนจำหน่าย สำหรับสินค้าโนเนมที่เพิ่งเกิด อย่าง 'เจ้าเอื้อก' น้ำยูสุพร้อมดื่ม จึงไม่ประสบความสำเร็จ ถึงอย่างนั้น ผมและชาวบ้านก็ไม่ละความพยามในการขาย โดยหันมาใช้วิธีการขายตรง ไปเคาะถึงประตูบ้านลูกค้า รวมทั้งเปิดรับสั่งสินค้าทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไปรษณียบัตร จดหมาย โทรศัพท์ จนตอนนี้มีฐานลูกค้าทั่วประเทศถึง 3.5 แสนคน และสามารถนำสินค้าไปข้ายในห้างสรรพสินค้าในเกียวโต โอซากา โกเบ ได้อีกด้วย
- มีเคล็ดลับการทำตลาดอย่างไรคะ
ทุกอย่างมีการวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นนักการตลาด นักโฆษณา นักออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อที่จะผลิตและนำเสนอสินค้าออกมาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ผ่านการใช้สื่อโฆษณาทุกรูปแบบ หนึ่งในจำนวนนั้นคือสื่อโทรทัศน์
ซึ่งในญี่ปุ่นคิดราคาแพงมาก ดังนั้นรูปแบบการนำเสนอจึงต้องฉีกแนวจากการโฆษณาขายสินค้าทั่วไป โดยชูวิถีการดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านอุมะจิเป็นจุดขายเพื่อสร้างความต่าง และให้คนรู้จัก
หรือพูดให้ชัดๆ คือขายความเป็นบ้านนอกนั่นเอง โดยทางสหกรณ์ฯ เป็นผู้จ่ายค่าโฆษณา ผลปรากฎว่าได้รับการตอบรับที่ดีจนทำให้ยอดขายน้ำยูสุ พร้อมดื่มในปีนั้นพุ่งขึ้นเป็น 1 ล้านขวด
ขณะเดียวกันมีการตั้ง
หลังจากนั้น ก็มีคนแวะเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้าน 23 คน จนปัจจุบันมีประชากรพิเศษราวๆ 2,500 คน และมาเที่ยวหมู่บ้านแล้ว 250 คน ล่าสุดในปีที่ผ่านมาสหกรณ์หมู่บ้านอุมะจิมีรายได้จากตรงนี้ 3,200 ล้านเยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,000 ล้านบาท
- แล้วอุมะจิในอนาคตจะเป็นอย่างไร
ต่อไปเราจะขยายโอกาสการจ้างงานในหมู่บ้านเพื่อรองรับกับการขายผลิตภัณฑ์แปรรูปยูสุที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากเปลือก หรือเมล็ดยูสุ เช่น โลชั่นบำรุงผิว น้ำมันยูสุที่ตกราคาลิตรละ 5,000 เยนหรือ 2,000 บาท ซึ่งปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ย้ายเข้ามาทำงานในหมู่บ้านเพิ่มขึ้น ทั้งคนในหมู่บ้านที่ออกไปเรียนหรือทำงานต่างเมืองแล้วกลับมาบ้าน เรียกว่าพวกยูเทิร์น และคนนอกหมู่บ้านที่ย้ายเข้ามาอยู่ หรือพวกไอเทิร์น กลุ่มคนในและนอกเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มความหวังในการขยายตลาดการผลิตของหมู่บ้านอุมะจิ ไปสู่ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ
ถัดจากนี้ก็หวังเอาไว้ว่า ลูกๆ หลานๆ แห่งหมู่บ้านอุมะจิ จะช่วยกันสานต่อ พัฒนา และรักษาคุณภาพสินค้าให้เป็นที่น่าเชื่อถือต่อไป อาศัยการพูดแบบปากต่อปาก
สพำฟพำพ